วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

สรุปบทที่6

บทที่ 6
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์     E-Commerce
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การทำธุรกรรมทุกรูปแบบโดยการครอบคลุมถึงการซื้อ-ขายสินค้า/บริการ การชำระเงิน การโฆษณาโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต
กรอบแนวคิดของ E-Commerce
การประยุกต์ใช้ E-Commerce มีการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางอย่างเช่น
*    การขายตรง
*    การซื้อขายหุ้น
*    การหางาน
*    ธนาคารออนไลน์
*    การจัดหาและการซื้อสินค้า
ประเภทของ E-Commerce
E-Commerce มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ
*     ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B หรือ B2B)
*     ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C หรือ B2C)
*     ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G หรือ B2G)
*    ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C หรือ C2C)
ขั้นตอนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต
การซื้อ ขายในระบบ E-Commerce มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้
*    การค้นหาข้อมูล
*    การเลือกและการต่อรอง
*    การซื้อสินค้า/บริการทางอินเตอร์เน็ต
*    การจัดส่งสินค้า/บริการ
*    การพัฒนาหลังการขาย
ระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์
1)              เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (E-Check)
2)              เครดิตการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic credit cards)
3)              เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Cash หรื Digital Cash หรือ E-Money)
4)              การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer – EFT)
การประยุกต์ใช้ E-Commerce
รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government)
1)  รัฐบาลกับประชาชน  (G2C)
                คือการใช้บริการของรัฐไปยังประชาชน เช่น การเสียภาษี online เป็นต้น
2)  รัฐบาลกับธุรกิจ(G2B)
                เป็นการติดต่อระหว่างภาครัฐกับเอกชน หรือ suppliers เพื่อดำเนินธุรกิจ เช่น การประมูลผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction) การจัดซื้อจัดจ้างผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (E-Procurement)
3) รัฐบาลกับรัฐบาล (G2G)
                เป็นการติดต่อระหว่างภาครัฐกับรัฐ ในกระทรวงหรือระหว่างกระทรวงก็ได้  
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบเคลื่อนที่ (M-Commerce)
คือ การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยผ่านอุปกรณ์แบบไร้สาย เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่, PDA ซึ่งลักษณะสำคัญของ M-Commerce มีดังนี้
                1) เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว (Mobility)
                2) เข้าถึงง่าย (Reachability)
                3) มีแพร่หลาย (Ubiquity)
                4) สะดวกในการใช้งาน (Convenience)
ประโยชน์ของ E-Commerce
ประโยชน์ต่อบุคคล
1)              มีสินค้าและบริการราคาถูกจำหน่าย
2)              ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
3)              สามารถทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ประโยชน์ต่อองค์การธุรกิจ
1)              ขยายตลาดในระดับประเทศและระดับโลก
2)              ทำให้บริการลูกค้าได้จำนวนมากทั่วโลกด้วยต้นทุนที่ต่ำ
3)              ลดปริมาณเอกสารเกี่ยวกับการสร้าง การประมวล การกระจายการเก็บและการดึงข้อมูลได้ถึงร้อยละ 90
ประโยชน์ต่อสังคม
1)              ทำให้คนสามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้มีการเดินทางน้อยลง ทำให้การจราจรไม่ติดขัด ลดปัญหามลพิษทางอากาศ
2)              ทำให้มีการซื้อขายสินค้าราคาถูกลง  คนที่มีฐานะไม่รวยก็สามารถยกระดับมาตรฐานการขายสินค้าและบริการได้
ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ
1)              กิจการ SMEs ในประเทศกำลังพัฒนาอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดที่กว้างขวางในระดับโลก
2)              ทำให้กิจการในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้
3)              บทบาทของพ่อค้าคนกลางลดลง ทำให้ต้นทุนการซื้อขายลดลง ทำให้อุปสรรคการเข้าสู่ตลาดลดลงด้วย
ข้อจำกัดเกี่ยวกับ E-Commerce
ข้อจำกัดด้านเทคนิค
1)              ขาดมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ
2)              ความกว้างของช่องทางการสื่อสารมีจำกัด
3)              ซอร์ฟแวร์ยังกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ข้อจำกัดด้านกฎหมาย
1)              กฎหมายที่สามารถคุ้มครองการทำธุรกรรมข้ามรัฐหรือข้ามประเทศ ไม่มีมาตรฐานที่เหมือนกัน และมีลักษณะที่แตกต่างกัน
2)              การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์จะมีผลทางกฎหมายหรือไม่
3)              ปัญหาเกิดจากการทำธุรกรรม เช่น การส่งสินค้ามีลักษณะแตกต่างจากที่โฆษณาบนอินเทอร์เน็ต จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายได้หรือไม่
ข้อจำกัดด้านธุรกิจ
1)              วงจรผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) จะสั้นลง เพราะการเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่ายและรวดเร็ว การลอกเลียนผลิตภัณฑ์จึงทำได้รวดเร็ว เกิดคู่แข่งเข้ามาในตลาดได้ง่าย จะต้องมีการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เสมอ
2)              ความพร้อมของภูมิภาคต่าง ๆในการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของ E-Commerce มีไม่เท่ากัน
3)              ภาษีและค่าธรรมเนียม จาก E-Commerce จัดเก็บได้ยาก ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครอง
ข้อจำกัดด้านอื่น ๆ
1)              การให้ข้อมูลที่เป็นเท็จบนอินเตอร์เน็ต มีมาก และมีการขยายตัวเร็วมากกว่าการพัฒนาของอินเตอร์เน็ตเสียอีก
2)              สิทธิส่วนบุคคล (Privacy) ระบบการจ่ายเงิน หรือการให้ข้อมูลของลูกค้าทางอินเตอร์เน็ตทำให้ผู้ขายทราบว่าผู้ซื้อเป็นใคร และสามารถใช้ซอร์ฟแวร์ติดตามกิจกรรมต่าง ๆ หรือส่ง Spam ไปรบกวนได้
3)              E-Commerce เหมาะกับระบบเศรษฐกิจที่สามารถเชื่อถือและไว้ใจได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สรุป
*    E-Commerce หมายถึง การทำธุรกรรมทุกรูปแบบโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
*    แนวคิดของ E-Commerce ประกอบด้วยปัจจัย 3 ส่วน คือ 1) แอพพลิเคชั่นการใช้งาน 2) ปัจจัยทางการบริหารที่เกี่ยวข้อง และ 3) โครงสร้างพื้นฐานของระบบ
*    E-Commerce มี 3 ประเภทคือ 1) ธุรกิจกับธุรกิจ (B2B)  2) ธุรกิจกับลูกค้า (B2C) และ 3) ธุรกิจกับรัฐบาล (B2G)
*    E-Commerce แบบ B2C มีหลายประเภทเช่น ร้านค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์, การโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์, ตลาดแรงงาน, การท่องเที่ยว, การประมูล
*    E-Commerce แบบ B2G เป็นรูปแบบของรัฐบาลที่มีการติดต่อกับธุรกิจ และ G2G เป็นการติดต่อระหว่างหน่วยงานของรัฐบาล หรืออาจเรียกว่า E-Government
*    ขั้นตอนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตมี 5 ขั้นตอน คือ 1) การค้นหาข้อมูล  2) การเลือกและต่อรอง   3)การซื้อสินค้า/บริการทางอินเตอร์เน็ต   4)การจัดส่งสินค้า/บริการ  และ   5) การบริการหลังการขาย
*    ระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ มีหลายรูปแบบ เช่น เช็คอิเล็กทรอนิกส์, เครดิตคาร์ดอิเล็กทรอนิกส์, เงินสดอิเล็กทรอนิกส์, และการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
*    การรักษาความปลอดภัยในระบบ E-Commerce เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่งการรักษาความปลอดภัยที่นิยมใช้คือ การแปลงรหัส (Encryption) และใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Certificate) และโปรโตคอล
*    ประโยชน์ของ E-Commerce มีทั้งต่อบุคคล, องค์การ, สังคม, ระบบเศรษฐกิจ และข้อจำกัดมีทั้งทางด้านเทคนิค, กฎหมาย, ด้านการบริหาร และอื่น ๆ




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น